ทำไมต้องเลือกรถโฟล์คลิฟท์ให้เหมาะกับงาน
รถโฟล์คลิฟท์ถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในงานคลังสินค้า โรงงาน และงานขนย้ายสินค้า หากเลือกไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น ยกน้ำหนักไม่ได้ ใช้งานไม่คล่องตัว สิ้นเปลืองพลังงาน หรือเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ดังนั้นการศึกษาวิธีเลือกรถโฟล์คลิฟท์ก่อนซื้อจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก
การเลือกให้เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุนระยะยาว และยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรได้
1. พิจารณาประเภทของรถโฟล์คลิฟท์
สิ่งแรกที่ต้องดูคือประเภทของรถโฟล์คลิฟท์ ซึ่งแบ่งหลัก ๆ ได้ดังนี้
รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า
เหมาะสำหรับใช้งานในอาคาร คลังสินค้า หรือพื้นที่ปิด จุดเด่นคือเสียงเงียบ ไม่มีควัน ลดมลพิษ เหมาะกับธุรกิจอาหาร ยา และสินค้าในร่ม
รถโฟล์คลิฟท์ดีเซล
เหมาะกับงานหนัก งานกลางแจ้ง ยกของหนัก และพื้นที่ขรุขระ มีพลังสูง ทนทาน ใช้งานต่อเนื่องได้ดี
รถโฟล์คลิฟท์แก๊ส
เหมาะกับงานที่ต้องการกำลังมากกว่ารถไฟฟ้า แต่ต้องการควันน้อยกว่าดีเซล ใช้งานได้ทั้งในและนอกอาคาร
การเลือกประเภทให้ตรงงานจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน
2. ตรวจสอบน้ำหนักสินค้าที่ต้องยก
อีกปัจจัยสำคัญคือ “น้ำหนักสินค้า” ที่ต้องยกเป็นประจำ
ควรเลือกรถโฟล์คลิฟท์ที่รับน้ำหนักได้มากกว่างานจริงประมาณ 20–30% เพื่อความปลอดภัย เช่น หากยกสินค้า 2 ตัน ควรเลือกเครื่องที่รองรับได้อย่างน้อย 2.5 ตัน
การเลือกพิกัดน้ำหนักไม่พอดีอาจทำให้เครื่องทำงานหนัก เสื่อมเร็ว และเสี่ยงต่อการพลิกคว่ำ
3. ดูความสูงในการยกสินค้า
ธุรกิจที่มีชั้นวางสูงต้องตรวจสอบความสูงยกของรถโฟล์คลิฟท์ให้เหมาะสม
- คลังสินค้าทั่วไป → ใช้ความสูงมาตรฐาน
- คลังสินค้าชั้นสูง → ต้องใช้เสายกสูงพิเศษ
- งานตู้คอนเทนเนอร์ → ต้องดูความสูงเข้า-ออก
การเลือกความสูงผิดอาจทำให้ทำงานไม่ได้จริง ต้องเสียเงินเปลี่ยนใหม่
4. ประเมินพื้นที่ใช้งานจริง
ขนาดพื้นที่มีผลต่อการเลือกอย่างมาก
- พื้นที่แคบ → ควรเลือกโฟล์คลิฟท์ขนาดเล็ก เลี้ยวง่าย
- พื้นที่กลางแจ้ง → เลือกล้อยางใหญ่ ทนพื้นขรุขระ
- พื้นเรียบในโกดัง → ใช้ล้อยางตันหรือไฟฟ้าได้ดี
หากทางเดินแคบแต่ใช้รถใหญ่เกินไป จะทำให้ทำงานช้าและเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ
หลายธุรกิจมักดูแค่ราคาซื้อ แต่จริง ๆ ต้องดูค่าใช้จ่ายรวม เช่น
- ค่าพลังงาน
- ค่าซ่อมบำรุง
- ค่าอะไหล่
- อายุแบตเตอรี่
รถไฟฟ้าอาจราคาสูงตอนซื้อ แต่ค่าดูแลระยะยาวต่ำ ส่วนดีเซลราคาซื้อถูกกว่าแต่ค่าน้ำมันสูงกว่า
การคำนวณต้นทุนรวมจะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
6. เลือกผู้จำหน่ายที่มีบริการหลังการขาย
เรื่องบริการหลังการขายสำคัญมาก เพราะรถโฟล์คลิฟท์เป็นเครื่องจักรที่ต้องใช้งานหนักทุกวัน
ควรเลือกผู้จำหน่ายที่มี
- ศูนย์บริการชัดเจน
- อะไหล่พร้อม
- ทีมช่างมืออาชีพ
- มีรับประกันสินค้า
การมีบริการดีจะช่วยลดเวลาหยุดงานและลดความเสียหายของธุรกิจ
สรุป
การเลือกรถโฟล์คลิฟท์ให้เหมาะกับการใช้งานต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งประเภทเครื่อง น้ำหนักยก ความสูง พื้นที่ใช้งาน และต้นทุนระยะยาว หากเลือกถูกตั้งแต่แรกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความปลอดภัยในองค์กร
สนใจเรียนเรียนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
Facebook : สอนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ที่ ไอดี ไดร์ฟเวอร์
Line : @iddrives (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์ : 083-5161596 หรือ 093-4083377
อีเมล : contact@iddrives.co.th







